TOP
background-cover
กลุ่มเป้าหมาย

เป็นลูกหนี้ธุรกิจที่มีหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินหลายราย วงเงินรวมกัน ตั้งแต่ 250 ล้านบาท ขึ้นไป

cover-image

 

 

วัตถุประสงค์ของโครงการ

ด้านลูกหนี้ :

  • ลูกหนี้ทุกประเภทที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ควรได้รับความช่วยเหลือโดยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
  • ลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หลายรายขนาดใหญ่ ซึ่งยังไม่ได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสมเพียงพอควรได้รับการดูแล เนื่องจากมีผลกระทบต่อ สง. และผู้ที่เกี่ยวข้องสูง ทั้งภาคธุรกิจและการจ้างงาน

ด้านเจ้าหนี้ :

  • การเจรจาระหว่างเจ้าหนี้หลายรายจะมีประสิทธิภาพและเกิดแรงจูงใจ เมื่อแต่ละ สง. มีหนี้กับลูกหนี้ในจำนวนที่มากเพียงพอ ทำให้เกิดความร่วมมือที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ลูกหนี้กลุ่มเป้าหมาย

  • ลูกหนี้ธุรกิจ : เป็นลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้ 2 รายขึ้นไป
  • วงเงินสินเชื่อ : วงเงินสินเชื่อรวมทุกสถาบันการเงิน ตั้งแต่ 250 ล้านบาท ขึ้นไป
  • คุณสมบัติ :
    (1) กรณีเป็น NPFs ลูกหนี้ต้องไม่เป็น NPFs ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2562
    (2) ไม่อยู่ระหว่างถูกฟ้องดำเนินคดี
    (3) นำบริษัทในกลุ่มหรือเงินกู้ยืมกรรมการที่มีกระแสเงินสดเกี่ยวข้องกัน หรือมีเงินลงทุน เงินกู้ ระหว่างการเข้าร่วมเจรจา

เจ้าหนี้ที่ร่วมโครงการ

  • สถาบันการเงินเฉพาะกิจ
  • ธนาคารพาณิชย์
  • สาขาธนาคารต่างประเทศ
  • ที่ร่วมลงนาม MOU/LOI

ความช่วยเหลือที่เกิดขึ้น

  • การแก้ไขหนี้เดิม : ลดค่างวด ขยายเวลาการชำระหนี้ ปรับเงื่อนไขให้เหมาะสมตามศักยภาพของลูกหนี้ มีระยะเวลาปลอดหนี้ และการผ่อนชำระที่เหมาะสม ทบทวนการให้ใช้วงเงินของลูกหนี้ที่เหลืออยู่
  • การให้สินเชื่อใหม่ : ธนาคารเจ้าหนี้ร่วมกันพิจารณาให้สินเชื่อใหม่แก่ลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน

ระยะเวลาการพิจารณา

เริ่มตั้งแต่ สง. เจ้าหนี้ทุกแห่งประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกถึงวันที่ลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้รวมไม่เกิน 90 วัน สามารถขยายเวลาเพิ่มเติมได้ไม่เกิน 30 วัน (รวมสูงสุด 120 วัน)

ระยะเวลาเข้าร่วมโครงการ

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 – 31 ธันวาคม 2566  

ช่องทางยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการ

  • ลูกหนี้สมัครผ่านธนาคารที่สะดวกติดต่อทั้งสำนักงานใหญ่ และ สาขาทั่วประเทศ  หรือ ธนาคารสามารถแนะนำลูกหนี้เพื่อเข้าร่วมโครงการได้ โดยลงทะเบียนและกรอกข้อมูลได้ที่เว็บลิงค์ ทางด่วนแก้หนี้ คลิก

ข่าวสารและ

กิจกรรม

+ ดูทั้งหมด

7 มีนาคม 2568

ไอแบงก์ปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อสูงสุด 0.30% โดยประกาศปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อทุกประเภท 0.10% มีผลตั้งแต่ 10 มี.ค. 68 ถึง 31 ส.ค. 68 และลดอัตรากำไรแก่ลูกหนี้ที่มีรายได้ฟื้นตัวไม่เต็มที่อีก 0.20% พร้อมคงอัตราผลตอบแทนเงินฝากเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ออมเงิน

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ให้บริการตามหลักชะรีอะฮ์ ปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อสูงสุด 0.30% โดยประกาศปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อทุกประเภทลง 0.10% โดย SPR ลดลงเหลือ 7.90% ต่อปี SPRL ลดลงเหลือ 7.80% ต่อปี และ SPRR ลดลงเหลือ 8.15% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2568 ถึง 31 สิงหาคม 2568 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงพี่น้องมุสลิมที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนตามหลักการศาสนา พร้อมทั้งเสนอมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เปราะบางที่มีรายได้ฟื้นตัวไม่เต็มที่ตามเงื่อนไขของธนาคาร โดยลดอัตรากำไรให้อีก 0.20% รวมเป็น 0.30% ต่อปี ซึ่งการปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อทั้งหมดในครั้งนี้ ครอบคลุมระยะเวลา 6 เดือน และธนาคารยังคงอัตราผลตอบแทนเงินฝากเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ออมเงิน ให้มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และถูกต้องตามหลักชะรีอะฮ์

22 ตุลาคม 2567

ไอแบงก์ประกาศปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อลงสูงสุด 0.25% ต่อปี เริ่ม 1 พ.ย.นี้

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ร่วมสนองนโยบายรัฐบาลประกาศปรับลดอัตรากำไรลูกค้าสินเชื่อลงสูงสุด 0.25% ต่อปี ตามมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อลดภาระให้กับลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร

icon-noti