- หน้าหลัก
- ประกาศความเป็นส่วนตัว
ประกาศความเป็นส่วนตัว

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นธนาคารที่ดำเนินธุรกิจทางการเงินตามหลักการของศาสนาอิสลาม โดยมุ่งเน้นที่จะให้บริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร ซึ่งการได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากลูกค้าและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ธนาคารมีความตระหนักถึงความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าว มีระบบในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและขั้นตอนการดำเนินงานที่รัดกุมอีกทั้งมาตรการในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อป้องกันการเข้าถึง เปิดเผย นำไปใช้หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยมิได้รับอนุญาต ดังนั้น ธนาคารจึงจัดทำนโยบายฉบับนี้ขึ้นเพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล การทำลายข้อมูล อีกทั้งสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
ประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลที่ธนาคารเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขอบเขตของธุรกรรม ผลิตภัณฑ์
และ/หรือบริการ โดยมีทั้งข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไปและข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะข้อมูล ดังต่อไปนี้
| ประเภทข้อมูล |
ข้อมูลส่วนบุคคล |
| ข้อมูลส่วนตัว |
- คำนำหน้าชื่อ - ชื่อ ชื่อกลาง นามสกุล นามแฝง (ถ้ามี) - เพศ - วันเดือนปีเกิด - อายุ - สถานภาพการสมรส - สัญชาติ |
| ข้อมูลการติดต่อ |
- ที่อยู่ติดต่อทางไปรษณีย์ - ที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ - หมายเลขโทรศัพท์ - หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ - บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ซึ่งรวมถึงข้อมูลโปรไฟล์ภาพถ่าย และสิ่งระบุตัวตน อื่นสำหรับการสื่อสาร ทางอิเล็กทรอนิกส์รายละเอียดการติดต่อของบุคคลอ้างอิง |
|
ข้อมูลที่ใช้ในการระบุตัวตน และการยืนยันตัวตน |
- ภาพถ่าย - ภายถ่าย ตามที่ปรากฎบนบัตรประชาชน - เลขประจำตัวประชาชน - หนังสือเดินทาง - ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ - ลายมือชื่อ - หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี - ทะเบียนบ้าน
|
| ข้อมูลการศึกษาและการทำงาน |
- ประวัติการศึกษา - อาชีพ - รายละเอียดเกี่ยวกับนายจ้างและสถานที่ทำงาน - ตำแหน่งงาน - เงินเดือน - รายได้ - ค่าตอบแทนอื่น ๆ (ถ้ามี)
|
|
ข้อมูลทางการเงินและความสัมพันธ์ กับธนาคาร |
- ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการต่าง ๆ เช่น ข้อมูลบัญชีเงินฝาก ข้อมูลสินเชื่อและหลักประกัน - ช่องทางและวิธีการปฏิสัมพันธ์กับธนาคาร - ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรม เช่น ฝาก โอน ถอน ประวัติการชำระเงิน
|
| ข้อมูลวิจัยและการตลาด |
- ข้อมูลสำรวจความคิดเห็น - ข้อมูลสำรวจความพึงพอใจในการให้บริการ - ข้อมูลการวิเคราะห์ วิจัย พัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการ - ข้อมูลและความเห็นที่แสดงออกเมื่อเข้าร่วมวิจัย เช่น คำตอบต่อแบบสอบถาม คำร้องขอทราบข้อเสนอแนะ |
|
ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ และเทคนิค |
- ตำแหน่ง GPS - หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ (IP Address หรือ MAC Address) - ข้อกำหนดเฉพาะทางเทคนิคและข้อมูลเฉพาะที่ใช้ระบุตัวตน เช่น สถานที่ตั้ง ล็อก (Log) ไอดีอุปกรณ์ (Device ID) รุ่นและประเภทของอุปกรณ์ เครือข่าย ข้อมูลการเชื่อมต่อ ข้อมูลการเข้าถึง วันและเวลาที่เข้าถึง ระยะเวลาการใช้งาน คุกกี้คอมพิวเตอร์ (Cookies) ประวัติการค้นหา - ข้อมูลทางเทคนิคอื่น ๆ จากการใช้งานบนเว็บไซต์และแพลตฟอร์ม |
|
ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงและพิสูจน์ ทราบตัวตน |
- ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริง เช่น การทำความรู้จักลูกค้า (Know Your Customer) การตรวจสอบ เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence) - ข้อมูลเพื่อการบริหารความเสี่ยง การตรวจสอบการฟอกเงินและต่อต้าน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย |
| ข้อมูลการใช้งานบัญชี |
- ข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม ผลิตภัณฑ์และบริการ - ข้อมูลการใช้งานและการตอบสนองต่อการโฆษณาของธนาคาร
|
| ข้อมูลของคู่สมรส |
- คำนำหน้าชื่อ - ชื่อ ชื่อกลาง นามสกุล นามแฝง (ถ้ามี) - สถานภาพการสมรส - วันเดือนปีเกิด - อายุ - สัญชาติ - เลขประจำตัวประชาชน - รายได้
|
| ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัย |
- ภาพถ่าย - ลักษณะรูปพรรณ - การตรวจพบข้อสงสัยหรือตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติที่นำไปสู่กิจกรรมที่ผิดกฎหมาย - การบันทึกภาพวีดีโอจากกล้องวงจรปิด (CCTV)
|
| ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว |
- ศาสนา ตามที่ปรากฎบนบัตรประจำตัวประชาชน - กรุ๊ปเลือด ตามที่ปรากฎบนบัตรประจำตัวประชาชน (ถ้ามี) - ข้อมูลชีวภาพ (Biometric Data) เช่น การจดจำใบหน้า ลายนิ้วมือ การจดจำเสียง การจดจำม่านตา - ข้อมูลสุขภาพ เช่น ข้อมูลการตอบคำถามสุขภาพในการขอเอาประกันภัย - ประวัติอาชญากรรม
|
| ข้อมูลอื่น ๆ |
- บันทึกการโต้ตอบและการสื่อสารกับธนาคาร เช่น โทรศัพท์ อีเมล ข้อความสนทนา การสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์ (social media) - ข้อมูลเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย - ข้อมูลที่ให้ไว้กับธนาคารไม่ว่าผ่านช่องทางใด ๆ |
ธนาคารจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง แต่ในบางกรณีธนาคารอาจได้ข้อมูลส่วนบุคคลมาจากแหล่งอื่น โดยมีทั้งข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไปและข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว อาจรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะข้อมูลดังต่อไปนี้
2.1 ข้อมูลส่วนบุคคลที่ธนาคารจะเก็บรวบรวมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงในช่องทางให้บริการต่าง ๆ เช่น ขั้นตอนการสมัคร ลงทะเบียน สมัครงาน ลงนามในสัญญา เอกสาร ทำแบบสำรวจหรือใช้งานผลิตภัณฑ์ บริการ หรือช่องทางให้บริการอื่นที่ควบคุมดูแลโดยธนาคาร หรือเมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลติดต่อสื่อสารกับธนาคาร ณ ที่ทำการ หรือผ่านช่องทางติดต่ออื่นที่ควบคุมดูแลโดยธนาคาร เป็นต้น
2.2 ข้อมูลที่ธนาคารจะเก็บรวบรวมจากการที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใช้งานเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์หรือบริการอื่น ๆ ตามสัญญาหรือตามพันธกิจ เช่น การติดตามพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์หรือบริการของธนาคารด้วยการใช้คุกกี้ (Cookies) หรือจากซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
2.3 ข้อมูลส่วนบุคคลที่ธนาคารจะเก็บรวบรวมจากแหล่งอื่นนอกจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
โดยที่แหล่งข้อมูลดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่และมีเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลแล้วในการเปิดเผยข้อมูลแก่ธนาคาร เช่น การรับข้อมูลส่วนบุคคลจากหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นในฐานะที่ธนาคารมีหน้าที่ตามพันธกิจในการดำเนินการจัดให้มีศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลาง เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐในการให้บริการประชาชนผ่านระบบดิจิทัล รวมถึงจากความจำเป็นเพื่อให้บริการตามสัญญาที่อาจมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลกับหน่วยงานคู่สัญญาได้
2.4 ข้อมูลส่วนบุคคลที่ธนาคารจะเก็บรวบรวมจากกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลภายนอกแก่ธนาคาร โดยเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่รับผิดชอบในการแจ้งรายละเอียดตามนโยบายนี้หรือประกาศของผลิตภัณฑ์หรือบริการตามแต่กรณีให้บุคคลดังกล่าวทราบ ตลอดจนขอความยินยอมจากบุคคลนั้นหากเป็นกรณีที่ต้องได้รับความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลแก่ธนาคาร
ทั้งนี้ ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลที่มีความจำเป็นในการให้บริการของธนาคารอาจเป็นผลให้ธนาคารไม่สามารถให้บริการนั้นแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวได้ทั้งหมดหรือบางส่วน
ธนาคารทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย และตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของธนาคาร เพื่อประโยชน์ของลูกค้าในการทำธุรกรรม และ/หรือใช้บริการกับธนาคาร เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และ/หรือเพื่อประโยชน์อื่นใดที่ลูกค้าได้ให้ความยินยอมไว้แก่ธนาคาร ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
3.1 การปฏิบัติตามสัญญาระหว่างลูกค้ากับธนาคาร เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆ ของลูกค้า การปฏิบัติตามกระบวนการภายในของธนาคาร การทำประกันภัยทรัพย์หลักประกัน
การโอนกลุ่มลูกหนี้ให้แก่บุคคลอื่น การรับ-ส่งเอกสารติดต่อระหว่างลูกค้ากับธนาคาร การทวงถามให้ลูกค้าชำระหนี้ที่ค้างตามสัญญาสินเชื่อที่มีกับธนาคาร
3.2 การปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การป้องกันและตรวจจับความผิดปรกติของธุรกรรมที่นำไปสู่กิจกรรมที่ผิดกฎหมาย การรายงานข้อมูลของลูกค้าต่อกรมสรรพากร การรายงานข้อมูลส่วนบุคคล ต่อหน่วยงานราชการ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ กรมสรรพากร หรือเมื่อได้รับหมายเรียก หมายอายัดจากหน่วยงานราชการ หรือศาล เป็นต้น
3.3 ประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของธนาคาร เช่น
3.3.1 การป้องกัน รับมือ ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของบริษัทในธุรกิจเดียวกันในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงข้างต้น
3.3.2 การบันทึกภาพผู้ที่มาติดต่อทำธุรกรรมกับสำนักงานหรือสาขาของธนาคารลงบน CCTV รวมถึงการแลกบัตรก่อนเข้าอาคาร เพื่อการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณอาคาร
ของธนาคาร
3.3.3 การบริหารความเสี่ยง การกำกับตรวจสอบ การบริหารจัดการภายในองค์กร การดำเนินธุรกิจของธนาคาร การสนับสนุนการให้บริการของธนาคาร รวมถึงการส่งต่อไปยังบริษัทในเครือกิจการและ/หรือกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อการดังกล่าวภายใต้นโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเครือกิจการ (Binding Corporate Rules)
3.3.4 การตรวจสอบการรับส่งอีเมลหรือการใช้อินเทอร์เน็ตของพนักงานกับลูกค้า เพื่อป้องกันการเปิดเผยข้อมูลลับของธนาคารต่อบุคคลภายนอก
3.3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในประเภทเดียวกันกับที่ลูกค้ามีอยู่กับธนาคารและผลิตภัณฑ์อื่นของธนาคารให้แก่ลูกค้าอย่างเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าและ/หรือในการทำวิจัยทางการตลาด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของธนาคาร
3.3.6 การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น การจัดการข้อร้องเรียน การเสนอสิทธิประโยชน์พิเศษโดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการตลาดให้แก่ลูกค้า เป็นต้น
3.4 การขอความยินยอมข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) เช่น ข้อมูลศาสนา ข้อมูลชีวภาพ ที่ปรากฏอยู่บนคำขอเปิดบัญชีเงินรับฝาก คำขอใช้บริการ คำขอสินเชื่อสำหรับบุคคลธรรมดา การทำธุรกรรมการทางการเงินบน Mobile Application ของธนาคาร
ทั้งนี้ หากลูกค้าไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลกับธนาคาร อาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าในการไม่ได้รับการให้ผลิตภัณฑ์/บริการ ไม่ได้รับความสะดวก หรือไม่ได้รับการปฏิบัติตามสัญญาและลูกค้าอาจได้รับความเสียหาย หรือเสียโอกาส และอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตามกฎหมายใดๆ ที่ลูกค้าหรือธนาคารต้องปฏิบัติตาม และอาจมีบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง
คุกกี้ คือ ไฟล์ข้อความ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลขนาดเล็กที่ถูกดาวน์โหลดและจัดเก็บไว้ในอุปกรณ์ของลูกค้าเมื่อลูกค้าเข้าชมเว็บไซต์ จากนั้นคุกกี้จะถูกส่งกลับไปยังเว็บไซต์เดิมในแต่ละครั้งที่ลูกค้าเข้าชมเว็บไซต์ดังกล่าว หรือถูกส่งไปยังเว็บไซต์อื่นๆ ที่รองรับคุกกี้นั้นได้
การใช้คุกกี้และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันไม่ได้จำกัดเพียงการใช้ในเว็บไซต์และเว็บเบราว์เซอร์ แต่แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือซึ่งโดยทั่วไปจะเชื่อมต่อกับเว็บไซต์และบริการบนเว็บไซต์ก็สามารถสร้างคุกกี้ได้เช่นกัน คุกกี้มีหน้าที่ทำงานได้หลากหลาย เช่น ช่วยให้ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้อย่างราบรื่นและ มีประสิทธิภาพจดจำสิ่งที่ลูกค้าชื่นชอบ และพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้เว็บไซต์ นอกจากนี้เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับโฆษณาออนไลน์ที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยคุกกี้ ที่มีการใช้งานบนเว็บไซต์ของธนาคาร มีดังต่อไปนี้
คุกกี้ที่จำเป็นอย่างยิ่ง (Strictly Necessary Cookies) คุกกี้ประเภทนี้มีความสำคัญในการทำให้ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของธนาคารได้ และในการให้บริการและฟังก์ชันต่างๆ บนเว็บไซต์ของธนาคาร อาทิ การเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยบนเว็บไซต์ของธนาคาร หากไม่มีคุกกี้ประเภทนี้ เว็บไซต์ของธนาคารหรือบางฟังก์ชันบนเว็บไซต์อาจจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ รวมทั้งลูกค้าจะไม่สามารถใช้บริการบางอย่างตามที่ร้องขอบนเว็บไซต์ของธนาคารได้
ธนาคารจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าต่อบุคคลอื่น เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกค้าอย่างชัดแจ้ง หรือเป็นการทำธุรกรรมตามที่ระบุเงื่อนไขการให้บริการตามสัญญา หรือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือตามคำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือการใช้สิทธิประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของธนาคาร โดยธนาคารจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้
5.1 เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ ผู้ถือหุ้นของธนาคาร ผู้รับโอนสิทธิจากธนาคาร ผู้สนใจจะเข้าร่วมทุนในกิจการของธนาคาร
5.2 เปิดเผยข้อมูลให้แก่ Credit Bureau ที่ธนาคารเป็นสมาชิก
5.3 เปิดเผยข้อมูลให้แก่บุคคลภายนอกตามที่ธนาคารได้รับความยินยอมจากลูกค้า
5.4 เปิดเผยข้อมูลเพื่อการทำธุรกรรม และ/หรือ การใช้บริการตามความประสงค์ของลูกค้า
5.5 เปิดเผยแก่ผู้บริการภายนอก (Outsource/Service Provider) ที่ธนาคารเป็นคู่สัญญา ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น ผู้ให้บริการ Cloud Computing บริษัทรับจ้างทำกิจกรรมทางการตลาด บริษัทรับจ้างทำวิจัยให้แก่ธนาคาร บริษัทรับจ้างพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่ธนาคาร ผู้ประเมินราคาหลักประกัน ผู้รับจ้างติดตามทวงถามหนี้ สืบทรัพย์และยึดทรัพย์ ผู้รับจ้างตรวจสอบข้อมูลบุคคลผู้ขอฟื้นฟูกิจการ ผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์หรือบุคคลล้มละลาย
5.6 เปิดเผยให้แก่หน่วยงานราชการหรือหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือเป็นไปตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ศาล รวมทั้งผู้สอบบัญชี
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอยู่ในความควบคุมของลูกค้าได้มากขึ้น โดยลูกค้าสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 เมื่อบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีผลใช้บังคับ ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
6.1 สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล (Right to Access)
ลูกค้ามีสิทธิขอทราบและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของธนาคาร หรือขอให้ธนาคารเปิดเผยการได้มาซึ่งข้อมูลที่ลูกค้าไม่ได้ให้ความยินยอมได้ เว้นแต่กรณีที่ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธคำขอลูกค้าได้ตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล หรือกรณีที่คำขอของลูกค้า
จะมีผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
6.2 สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง (Right to Rectification)
ลูกค้ามีสิทธิขอให้ธนาคารดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ข้อมูลถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
6.3 สิทธิในการถอนความยินยอม (Right to Withdraw of Consent)
ลูกค้ามีสิทธิขอเพิกถอนความยินยอมที่ให้ไว้กับธนาคารในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่การเพิกถอนความยินยอมจะมีข้อจำกัดโดยกฎหมายหรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่ลูกค้า เช่น ลูกค้ายังมีการใช้บริการ/ผลิตภัณฑ์จากธนาคาร หรือลูกค้ายังมีภาระหนี้/ภาระผูกพันอยู่กับธนาคาร เป็นต้น
6.4 สิทธิในการให้โอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล (Right to Data Portability)
ลูกค้ามีสิทธิขอรับข้อมูลที่เกี่ยวกับลูกค้าจากธนาคาร ในกรณีที่ธนาคารได้ทำให้ข้อมูลนั้นอยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่าน หรือใช้งานโดยทั่วไปได้ด้วยเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติและสามารถใช้หรือเปิดเผยได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ รวมทั้ง (ก) มีสิทธิขอให้ธนาคารส่งหรือโอนข้อมูลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น เมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ หรือ (ข) ขอรับข้อมูลที่ธนาคารส่งหรือโอนข้อมูลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่สภาพทางเทคนิคไม่สามารถทำได้
6.5 สิทธิในการลบข้อมูลส่วนบุคคล (Right to Erasure or Right to be Forgotten)
ลูกค้ามีสิทธิขอให้ธนาคารลบ หรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลว่าเป็นลูกค้าได้ ในกรณีดังนี้
6.5.1 ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไม่มีความจำเป็นสำหรับวัตถุประสงค์ในการเก็บ รวบรวมหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอีกต่อไป
6.5.2 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทำการถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ธนาคารไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะทำการประมวลผลได้
6.5.3 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลคัดค้านการประมวลผลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการตลาดแบบตรง
6.5.4 เป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอันมิชอบด้วยกฎหมาย
6.5.5 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลคัดค้านการประมวลผลข้อมูล (นอกเหนือจากที่เกี่ยวข้องกับการคัดค้านการประมวลผลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการตลาดแบบตรง) และธนาคารไม่มีเหตุแห่งการอ้างการประมวลผลโดยประโยชน์อันชอบธรรม
6.6 สิทธิในการห้ามมิให้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Right to Restriction of Processing)
ลูกค้ามีสิทธิในการห้ามมิให้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของตน เมื่อเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้
6.6.1 การประมวลผลไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลยังคงมีความจำเป็นเพื่อการใช้สิทธิเรียกร้องทางกฎหมาย
6.6.2 เป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอันมิชอบด้วยกฎหมาย แต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต้องการห้ามมิให้มีการประมวลผลโดยแทนการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของตน
6.6.3 เมื่ออยู่ในระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ลูกค้าร้องขอ
6.6.4 เมื่อธนาคารอยู่ในระหว่างการพิสูจน์ให้เห็นถึงเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า
6.7 สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Right to Object)
ลูกค้ามีสิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับลูกค้า ในกรณีดังนี้
6.7.1 กรณีที่เป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการตลาดแบบตรง
6.7.2 กรณีที่เป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ เว้นแต่การจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของธนาคาร
6.7.3 กรณีที่เป็นข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ด้วยเหตุจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของธนาคาร หรือเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของธนาคาร เว้นแต่ธนาคารแสดงให้เห็นถึงเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า หรือเป็นไปเพื่อก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตาม หรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
ทั้งนี้ การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่ง ใช้สิทธิ์ได้ที่สาขาของธนาคาร และเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของธนาคาร (Data Protection Officer)
ธนาคารมีการกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติและมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
ส่วนบุคคลของลูกค้า ทั้งมาตรการในการบริหารจัดการ (Organizational Measure) และมาตรการเชิงเทคนิค (Technical Measure) เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าโดยมิได้รับอนุญาตหรือการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ระบบสารสนเทศในการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด นโยบายการรักษาข้อมูลความลับของลูกค้า เป็นต้น และธนาคารได้มีการปรับปรุงนโยบาย แนวปฏิบัติและมาตรฐานขั้นต่ำดังกล่าวเป็นระยะๆ ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ พนักงาน ลูกจ้าง และผู้ให้บริการภายนอกของธนาคารก็มีหน้าที่ต้องรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามสัญญารักษาความลับและข้อกำหนดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ลงนามไว้กับธนาคาร และในกรณีที่ธนาคารมีความจำเป็นต้องส่ง หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปต่างประเทศที่มีมาตรฐานการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลต่ำกว่าประเทศไทย
ในกรณีที่ลูกค้ายุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับธนาคารไปแล้ว ธนาคารจะจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามที่กฎหมายกำหนดและตามนโยบาย แนวปฏิบัติต่าง ๆ ในเรื่องการจัดเก็บ ทำลายเอกสารต่าง ๆ ของธนาคาร เช่น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนดให้จัดเก็บไว้อย่างน้อย 10 ปี เป็นต้น และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาในการเก็บแล้วธนาคารจะทำลายข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว
หากมีข้อสงสัย ข้อเสนอแนะหรือข้อกังวลเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของธนาคาร หรือเกี่ยวกับนโยบายนี้ หรือต้องการใช้สิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสามารถติดต่อสอบถามได้ที่
9.1 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
9.1.1 ศูนย์บริการลูกค้า (Call Center) โทร 1302
9.1.2 เว็บไซต์ของธนาคาร https://www.ibank.co.th/
9.1.3 สถานที่ทำการของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่) เลขที่ 66 อาคาร บีทียู อโศก ชั้นที่ M, 11, 17-18, 20-22 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110 และสำนักงานสาขาในวันและเวลาทำการ
9.2 เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer)
9.2.1 สถานที่ทำการของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่) เลขที่ 66 อาคาร บีทียู อโศก ชั้นที่ M, 11, 17-18, 20-22 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
9.2.2 ช่องทางการติดต่อ E-Mail dpo@ibank.co.th
ธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศความเป็นส่วนตัวนี้เป็นครั้งคราว โดยธนาคารจะประกาศความเป็นส่วนตัวฉบับปัจจุบันไว้ที่เว็บไซต์ของธนาคาร www.ibank.co.th
ณ มิถุนายน 2569
