TOP
background-image

23 กันยายน 2563

โครงสร้างด้านประชากรของประเทศไทยเริ่มเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัย” (Aged society) มาตั้งแต่ปี 2548 คือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 10 และตามการคาดประมาณประชากรของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Complete aged society) เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super aged society) เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมดปัจจุบัน


โดยในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เริ่มต้นก้าวแรกบนถนนแห่งการเกษียณอายุ คือ เริ่มต้นสังคมสูงวัย คนที่เตรียมตัวไว้ดีก็ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก แต่ก็มีบางท่านที่อาจกลัวขั้นจิตตกว่า จะอยู่อย่างไรกับชีวิตหลังเกษียณ ในสมัยก่อนคนไทยเราจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ การดูแลผู้สูงวัยในบ้าน จึงเป็นอะไรที่ไม่หนักหนามากนัก เพราะมีลูกๆ หลานๆ หลายคนผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลอยู่ตลอดเวลา แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มักจะแยกย้ายกันออกมาสร้างครอบครัวเดี่ยวของตนเอง บางคนก็ทำงานในเมือง ย้ายไปอยู่คอนโดใกล้ที่ทำงาน เมื่อไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป การดูแลพวกท่านจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องขบคิด อย่าลืมนะครับว่า สังคมผู้สูงวัย คือ ส่วนหนึ่งของครอบครัวที่เราทุกคนควรให้ความดูแลอย่างถูกวิธี


วันนี้ขอแนะนำ เคล็ดไม่ลับ เพื่อสุขภาพกาย และสุขภาพเงิน สำหรับลุยไม่รู้โรย ก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัยกันครับ

1.เลือกอาหาร ถ้าคุณอยากมีสุขภาพกายที่ดี คุณควรพิถีพิถันในการทาน เพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ และควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ แทนประเภทผัด ทอด จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน 

2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยขั้นตอนการออกกำลังกายจะต้องค่อยๆ เริ่ม มีการยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้นจนถึงระดับที่ต้องการ จากนั้นค่อยๆ ลดลงช้าๆ และค่อยๆ หยุด เพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว การออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ ครั้งละ 30-45 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ แล้วคุณจะดูสดชื่นกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน

3.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะบั่นทอนสุขภาพในระยะยาว ถ้าตลอดชีวิตก่อนวัยเกษียณยังกิน ยังดื่ม ยังไม่งดอบายมุข ยังปาร์ตี้โต้รุ่ง รวมถึงยังสูบบุหรี่ รับรองโรคภัยมันมาเยือนคุณแน่นอน อย่าใช้ชีวิตที่ทำให้แต้มบุญหมดลง

4.ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เป็นปราการช่วยคัดกรองความเสี่ยงของโรคร้ายแรงได้มาก เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม เป็นต้น เพราะแม้เกิดมีโรคร้ายขึ้นมาจริงๆ หากเรารู้โดยเร็วก็มีโอกาสรักษาให้หายได้

5.ดูแลสุขภาพจิต แต่งแต้มต่อเติมปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ เช่นนั่งสมาธิ การละหมาด ที่บ้าน ที่ศาสนสถานใกล้บ้าน จะทำให้สุขภาพจิตของท่านดีขึ้น รวมถึงการเป็นจิตอาสาทำความดี เช่น สอนอาชีพ การทานข้าวกับลูกหลาน การร่วมงานสาธารณกุศลต่างๆ เป็นต้น ด้วยการเข้าสังคมและการมีสังคมเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (Lifelong learning) ซึ่งที่น่าสนใจคือแนวคิดการสร้างนโยบายในหลายประเทศเช่นในประเทศญี่ปุ่น ที่สนับสนุนกลุ่มคนที่เป็น “Young Old” หรือ “Yold” (อายุระหว่าง 60-70 ปี) ที่มีศักยภาพ มีความรู้และประสบการณ์ที่หากเราสามารถนำพลังบวกหรือการมีส่วนร่วมของคนกลุ่มนี้กลับมาช่วยชาติอีกด้วย

6.เริ่มต้นวางแผนการเกษียณเสียแต่เนิ่น ถ้าคุณวางแผนตั้งแต่อายุยังน้อยๆ คุณจะได้เปรียบ วางแผนการออมเงิน มีวินัยทางการเงิน ลองคำนวณ รายรับ-รายจ่าย ส่วนที่เหลือ คือ เงินออมที่คุณจะต้องเก็บให้ได้ทุกเดือน คุณก็จะมีความสุขและเคร่งเครียดจนเกินไปพร้อมกับสำรองไว้ใช้รักษายามเจ็บป่วยด้วย และนำเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนได้หลายช่องทาง เช่น หุ้นที่ฮาลาล ทอง อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์ต่างๆ

7.หากก่อนเกษียณคุณมีธุรกิจ ก็อย่าเพิ่งเลิกทำหรือแม้เกษียณแล้ว คุณก็เอาเงินเย็นไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคงแต่ต้องมากกว่าอัตรากำไรออมทรัพย์ เพราะรายได้ตรงนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้คุณมากขึ้นไปอีก เพราะในขณะที่หลายคนเริ่มใช้จ่ายจากเงินเก็บ คุณก็ยังมีรายได้สม่ำเสมอ


คัดลอกข้อมูลบางส่วนจาก
: สำนักงานสถิติแห่งชาติ
: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
: www.thewafflesupply.com

 

 

icon-noti 2