TOP
background-image
News & Activities

23 February 2026

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)  ประกาศความสำเร็จแถลงผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้มากกว่า 841 ล้านบาท สินเชื่อเติบโตเหนือระบบ โดยมีมูลค่าสินเชื่อเพิ่มสุทธิกว่า 6,259 ล้านบาท ด้วยฐานลูกค้า 1.22 ล้านราย ซึ่งสามารถขยายสัดส่วนลูกค้าพันธกิจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับโดย The Asian Banker ในลำดับที่ 69 จาก 100 ธนาคารอิสลามที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประจำปี 2025 ซึ่งสะท้อนศักยภาพของธนาคารไทยในเวทีการเงินอิสลามโลก พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ประกาศยกระดับบทบาทสู่การเป็น Value-Based Intermediary ภายใต้แนวคิด “Belief + Trust + Future • Writing Our Future Together – เชื่อถือ เชื่อมั่น ยั่งยืน” มุ่งก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความพร้อม ด้วยความเชื่อมั่นในหลักการที่ถูกต้องตามหลักชะรีอะฮ์ ควบคู่กับการใช้นวัตกรรมและดิจิทัลโซลูชั่นอย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการเงินที่โปร่งใส เป็นธรรม และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน

 

ไอแบงก์จัดงานสัมมนาแถลงนโยบายประจำปี 2569 (Town Hall) เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องแกรนด์มีรอซ ชั้น 3 โรงแรมอัล มีรอซ กรุงเทพฯ พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ไปยังสาขาทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานได้รับทราบทิศทางการดำเนินงานอย่างพร้อมเพรียง โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย เริ่มต้นด้วยการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การดำเนินงานของธนาคารในปี 2569 จากนั้น นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานกรรมการธนาคาร กล่าวเปิดการสัมมนาแถลงนโยบายประจำปี โดยเน้นย้ำบทบาทของธนาคารในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ต้องสร้างความมั่นคงให้กับประชาชน ขณะที่ ผศ.ดร.มะรอนิง สาแลมิง ประธานที่ปรึกษาธนาคาร ได้กล่าวให้โอวาทและข้อคิดในการขยายตลาดมุสลิมควบคู่กับตลาดทั่วไป

 

ภายในงานมีการถ่ายภาพร่วมกันของคณะกรรมการ คณะที่ปรึกษา และผู้บริหารบนเวที ก่อนเข้าสู่ช่วงการแถลงผลการดำเนินงานปี 2568 และทิศทางปี 2569 โดย ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการธนาคาร ซึ่งได้นำเสนอแผนกลยุทธ์สำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีการมอบรางวัลแก่หน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่น สร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความภาคภูมิใจของทั้งองค์กร

 

ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เผยว่า “ปี 2568 เป็นปีที่ภาคธนาคารเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและความไม่แน่นอนหลายด้าน อย่างไรก็ตาม ไอแบงก์สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงิน โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ คือ 

(1) กำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงาน 841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปี 2567 และมีกำไรสุทธิ 491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ธนาคารยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมั่นคง โดยสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

(2) สินเชื่อเติบโตเหนือระบบ ธนาคารมีสินเชื่อเพิ่มสุทธิ (Net Growth) เติบโต 11% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของระบบ โดยมีมูลค่าสินเชื่อเพิ่มสุทธิ 6,259 ล้านบาท กลุ่มที่เติบโตโดดเด่นคือ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และภาคธุรกิจสำคัญ เช่น ธุรกิจฮาลาล และกิจการในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับสินเชื่อรายย่อยเติบโตในระดับที่เหมาะสม ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อไม่เพิ่มภาระเกินศักยภาพของลูกค้า

(3) ฐานลูกค้าและเงินฝากขยายตัว ธนาคารมีลูกค้ารวมกว่า 1.22 ล้านราย โดยมีลูกค้าใหม่เพิ่มกว่า 80,000 ราย เงินฝากอัลฮัจย์และอุมเราะห์เติบโต 59% รวมกว่า 3,400 ล้านบาท ขณะที่ฐานผู้ใช้ ibank Application โมบายแบงก์กิ้งไอแบงก์ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เป็นกว่า 230,000 ราย และมีธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการยอมรับในบริการที่สะดวก โปร่งใส และสอดคล้องตามหลักชะรีอะฮ์

(4) ความมั่นคงและการบริหารความเสี่ยง ธนาคารได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับมาตรฐาน TFRS 9 โดยมีการกันสำรองอย่างเพียงพอ พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPF) อย่างจริงจัง และปรับโครงสร้างงบดุลเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว

(5) การยอมรับในระดับสากล ธนาคารยกระดับความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ผ่านการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับธนาคารตัวแทน (Correspondent Banks) ระดับโลก เช่น Al Rajhi Bank ซึ่งเป็นธนาคารอิสลามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งธนาคารได้รับการจัดอันดับเป็นลำดับที่ 69 จาก 100 ธนาคารอิสลามที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประจำปี 2025 โดย The Asian Banker ซึ่งสะท้อนศักยภาพของธนาคารไทยในเวทีการเงินอิสลามโลก”

 

ก้าวสู่ Value-Based Intermediary (VBI)

หนึ่งในสาระสำคัญของการแถลงนโยบายปีนี้ คือ การประกาศยกระดับบทบาทสู่การเป็น Value-Based Intermediary (VBI) หรือ “สถาบันตัวกลางทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า” โดยมุ่งดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้เน้นเพียงผลกำไร แต่สร้างคุณค่าร่วมให้กับลูกค้า ชุมชน และเศรษฐกิจ ผ่านการจัดสรรเงินทุนสู่ภาคเศรษฐกิจจริง การดำเนินงานอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย ตลอดจนการคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ดร.ทวีลาภ ระบุว่า หลักชะรีอะฮ์เป็นรากฐานของแนวคิด Value-Based Banking อยู่แล้ว และในปี 2569 ธนาคารจะผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านนโยบายสินเชื่อ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการบริหารองค์กร พร้อมยกระดับชะรีอะฮ์ภิบาลในประเทศไทยผ่านศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเงินอิสลาม (Center of Excellence in Islamic Finance) ที่ธนาคารจัดตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการเงินตามหลักชะรีอะฮ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาธุรกิจฮาลาลแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการรายย่อย SMEs ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่

 

ทิศทางปี 2569 วางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยคุณภาพ วินัย และคุณค่า

ปี 2569 ถูกกำหนดให้เป็นช่วง Set the Foundation โดยมีเป้าหมายหลัก ได้แก่ การยกระดับคุณภาพสินเชื่อผ่านโครงการบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ “iAvenger” การรักษาการเติบโตของสินเชื่อสุทธิอย่างระมัดระวัง การเพิ่มสัดส่วนเงินฝากต้นทุนต่ำ (CASA) การเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมดิจิทัล การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล “Halal X” และธนาคารให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ผ่านโมเดล  “Southern Sandbox” ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อกลุ่มมุสลิมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความผูกพันระยะยาวระหว่างธนาคารกับชุมชนในพื้นที่ พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ เช่น Al Rajhi Bank เพื่อรองรับธุรกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งธนาคารสามารถให้บริการโอนเงินต่างประเทศสกุลริยัลซาอุดีอาระเบีย (SAR) ไปยังซาอุดีอาระเบียได้โดยตรง โดยการเติบโตของธนาคารในปี 2569 จะไม่ใช่การขยายตัวเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเติบโตที่มีคุณภาพ มีวินัย และสร้างคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจ

 

ภายหลังการแถลงนโยบาย มีการนำเสนอ กรณีศึกษา จากพนักงานในภูมิภาคต่างๆ โดยผู้ชนะได้นำเสนอเรื่องราวของ บริษัท ฟาเธอร์ แมน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากเจ้าของกิจการที่เดินทางมาทำงานในกรุงเทพมหานคร แต่มีความตั้งใจกลับไปพัฒนาบ้านเกิดจังหวัดสุโขทัย โดยนำผลผลิตทางการเกษตรในท้องถิ่นมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นสินค้าแปรรูป เพื่อสร้างงานและรายได้ให้คนในชุมชน ซึ่งกรณีศึกษาดังกล่าวสะท้อนบทบาทของธนาคารในการสนับสนุนผู้ประกอบการที่มุ่งพัฒนาท้องถิ่น สอดคล้องกับแนวทางการก้าวสู่การเป็น Value-Based Intermediary ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน

 

การจัดงานสัมมนาแถลงนโยบายประจำปี 2569 (Town Hall) ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีรายงานผลการดำเนินงานและถ่ายทอดทิศทางนโยบายเท่านั้น หากแต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ของทั้งองค์กรในการยกระดับคุณภาพการดำเนินงาน เสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน และขับเคลื่อนบทบาทสู่การเป็นสถาบันการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า เพื่อสร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับลูกค้า สังคม และประเทศต่อไป

cover-image
cover-image
cover-image
cover-image
cover-image
cover-image
cover-image
cover-image
cover-image
cover-image
icon-noti